Friday, January 2, 2009

TOKYO TOWER Mom & Me, and sometimes Dad

เมื่อคืนก่อนนอน ได้อ่านหนังสือเล่มนึง ที่ตอนแรกคิดจะอ่านแบบชิลๆ แบบว่า เป็นต่อจบแล้วจะเข้านอน แต่ที่ไหนได้ หนังสือที่คิดว่าจะอ่านชิลๆ นั้น กลับทำให้เป็นอีกคืนที่นอนดึก วางไม่ลง และ เสียน้ำตากันเลยทีเดียว อ่านมาถึงตรงนี้ บางคนอาจจะคิดว่า เฮ้ย sensitive ไปเปล่า อะไรจะถึงกับเสียน้ำตา ... ก็ไม่รู้ว่า sensitive เกินไปหรือเปล่า รู้แต่ว่าต้องยอมรับว่าเสียน้ำตาจริงๆ ประมาณเดียวกับตอนดูหนังเรื่อง The Letter เลย จากที่คิดว่าจะอ่านแป๊บเดียว กลับได้อ่านจนจบเรื่อง รวดเดียวภายในคืนเดียว ... หนังสือ เล่มทีพูดถึงนี้ คือ เล่มที่มีหน้าตาเหมือนข้างล่างนี้แหละ ชื่อ "โตเกียว ทาวเวอร์ แม่กับผม และพ่อในบางครั้ง"

ตอนที่ตัดสินใจซื้อหนังสือเล่มนี้มา เพราะคุ้นๆเหมือนเคยได้ยินชื่อหนังสือ หรือ หนัง ชื่อนี้มาก่อน เลยคิดว่า น่าสนใจเลยซื้อมาลองอ่านดู ตอนซื้อก็ไม่รู้หรอกว่า หนังสือเล่มนี้จะเกี่ยวกับอะไร

หนังสือเล่มนี้ เนื้อหาช่วงแรกๆ ก็ค่อนข้างจะเรื่อยเปื่อย บอกเล่า การดำเนินชีวิตของเด็กผู้ชายคนนึง ที่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่กับแม่ แล้วก็เหมือนกันชื่อหนังสือเลย ได้อยู่กะพ่อบ้างในครั้ง เนื่อเรื่องเดินทางไปอย่างเรื่อยๆ จนถึงจุดที่มัน peak แล้วทำให้ต้องเสียน้ำตากัน ไม่อยากจะเล่าเนื้อหามาก ถ้ามีโอกาสก็อยากให้อ่านเอง เผื่อจะมีใครซาบซึ้งใจ และ อินกับเนื้อหาเหมือนบีบ้าง

และวันนี้ หลังจากที่ search พี่เกิ้ลก็ได้รู้ว่า หนังสือเรื่องนี้ ได้ทำเป็นหนังแล้ว ฉายที่ House RCA ไปเมื่อนานมาแล้ว คิดไว้ว่า ถ้ามีโอกาส จะไปหาโหลดมาดู อยากจะรู้ว่า ถ้าดูเป็นหนังแล้วจะสามารถเรียกน้ำตาได้เหมือนตอนอ่านหนังสือหรือเปล่า

ก่อนจบ บล็อค นี้ ... บีก็อยากจะบอก หม่าม๊ากะป๊า ว่า บีรักป๊ากับม๊าที่สุดเลย ... บีต้องบอกก่อนที่จะไม่มีโอกาสได้บอกใช่มะ ... แต่ว่าบีก็ป๊อดเกินกว่าจะพูดออกไปตรงๆต่อหน้า ... บีก็บอกผ่านบล็อค มา ณ โอกาสนี้เลยดีกว่า ... LOVE YOU SO MUCH

Wednesday, December 31, 2008

(-/\-) สวัสดีปีฉลู

สวัสดีปีใหม่คับ พ่อแม่ พี่น้อง และ ผองเพื่อน

ก็ไม่มีอะไรมาก อยากจะขออวยพรให้ผู้อ่านทุกท่านมีความสุข สมหวัง สุขภาพร่างกาย สมบูรณ์แข็งแรง อยู่สู้มรสุมและสิ่งต่างๆในโลกนี้ เป็นเพื่อนกันอีกปีนึงนะค๊าบ - Luv You All :-)

H a P p Y N e w y E a R - 2 0 0 9

Thursday, December 25, 2008

merry christmas

ห่างหายไปจากบล็อคของตัวเองเป็นเวลานานมาก ไม่น่าเชื่อว่า จะผ่านไปแล้วสามเดือน จากการอัพเดทครั้งสุดท้าย ... ผ่านไปสามเดือนอย่างรวดเร็ว ชีวิตที่ผ่านมาสามเดือน เวลาส่วนใหญ่ หมดไปกับการทำงาน จนมีความรู้สึกว่า แบตเตอรี่ก้อนล่าสุด ที่ชาร์จไว้ครั้งสุดท้าย ก่อนเริ่มทำงาน กำลังจะหมดไป ไฟเหลือน้อยลงทุกที ทุกที

ปีนี้ บีมีความรู้สึกว่า คริสต์มาสมาเร็วมาก พอๆกับ ปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง นึกย้อนไปว่า ปีที่ผ่านมาทำอะไรไปบ้าง เกิดอะไรขึ้นบ้างกับชีวิต ช่วงต้นเดือนธันวาเมื่อปีที่แล้ว จำได้ว่า มีความรู้สึกคิดถึงบ้านอย่างรุนแรง ตอนใกล้ คริสต์มาสเมื่อปีที่แล้ว happy มากกับการที่จะได้กลับบ้าน ใช้ชีวิตในช่วงปีใหม่ที่เมืองไทย เสาร์ อาทิตย์ก่อน คริสต์มาส หมดไปกับการช็อปปิ้ง ซื้อของกลับบ้าน กลับมาถึงบ้าน กิน นอน เล่น จนกระทั่ง ปีใหม่ผ่านไป พร้อมกับบางสิ่งบางอย่างที่หายไปในวันปีใหม่ สองอาทิตย์ที่ได้อยู่บ้าน ผ่านไปอย่างรวดเร็ว และแล้วก็ถึงเวลาที่ต้องกลับไปทำงานต่อที่เมลเบิร์น เป็นเวลาสองเดือน สองเดือนผ่านไปอย่างเชื่องช้า และแล้วในที่สุด ชีวิตหนึ่งปีที่เมลเบิร์นก็จบ พร้อมกับทางที่เลือกเอง ตอนนั้นเลือกที่กลับมาตกงาน นอนเล่นอยู่บ้าน ชิลอยู่นานร่วมสี่เดือน ช่วงที่ตกงาน ก็ได้มีโอกาสไปใช้ชีวิตในญี่ปุ่น กะหน่ำกินและเดินเป็นเวลาเกือบสองอาทิตย์ ก่อน ชีวิตการทำงานอย่างบ้าคลั่งจะเริ่มขึ้นอีกครั้งในเดือนเจ็ด หลังจากนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตก็ดำเนินไปอย่างเรียบง่าย และน่าเบื่อ ... ชีวิตวันๆ มีแต่งาน งาน งาน จนมาถึงวันนี้ ทำงานมาแล้วห้าเดือน แบตเตอรี่ที่ชาร์จมานานร่วมสี่เดือน กำลังจะหมดไป ... การทำงานในแต่ละวัน มันใช้พลังมากขนาดนี้เลยเหรอ ... พระเจ้า จอร์ช ...

ปีหนูกำลังจะผ่านไป เหลือเวลาเพียงไม่กี่อาทิตย์ ปีวัวกำลังจะเข้ามา ... รู้สึกตื่นเต้นกันบ้างมั้ย กับปีหน้าที่กำลังจะมาถึง ชีวิตจะผกผันเปลี่ยนไปจากเดิม มากน้อย แค่ไหน ปีหน้าเราจะเจออะไร เจอใคร ... ชีวิตจะอยู่ดีมีสุข หรือ จะสุข ปนเศร้า เคล้าน้ำตา ... เนื่องจากอนาคตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน แล้วบีก็ไม่สามารถคาดเดาได้ ก็ได้แต่หวังและอวยพรให้กับตัวเองว่า ปีหน้านี้ขอให้เป็นปีดีๆ มีสิ่งดีๆ เจอคนดีๆ มีความสุขมากกว่าความทุกข์ละกัน ... wish for the BEST!!!
- Merry Christmas and a Happy New Year -

Friday, September 19, 2008

วัน วัน หนึ่ง

วัน หนึ่ง วัน คนอื่นๆทำอะไรกันบ้างหนอ?

สำหรับ บี แล้ว วันๆนึง ตอนช่วงที่มีการมีงานทำแบบชาวบ้านเค้า บีมีความรู้สึกว่าแต่ละวันช่างผ่านไปอย่างไร้สาระและคุณค่า ก็ดูเอาเถอะ เช้าตื่นขึ้นมาก็ต้องรีบอาบน้ำ แต่งตัว กินข้าว และ ขับรถ ฝ่าการจราจรและผู้คนจำนวนมาก ที่พร้อมใจกันไปแออัดบนท้องถนนเพื่อไปทำงาน ขับรถก็ต้องขับไปทางเดิม จนสามารถเดาได้ว่า ช่วงไหนรถจะติดแบบสามารถเอานิยายมานั่งอ่านฆ่าเวลาได้ บางทีถึงกับอ่านไปได้สาม สี่ตอน กว่ารถจะขยับ เคยคิดจะเปลี่ยนเส้นทางการเดินรถ เพื่อเปลี่ยนรสชาติของชีวิต แต่พอเปลี่ยนไปแล้ว กลับเจอรถติดหนักกว่าเดิม ไปทำงานสายกว่าเดิม เลยต้องยอมเป็นคนซ้ำซาก ไปทางเดิมๆทุกวัน พอไปถึงที่ทำงาน ก็เดินไปเปิดคอมฯทิ้งไว้ เดินไปหยิบแก้วกาแฟ ชงกาแฟ เสร็จแล้ว ก็เอากาแฟ มาวางทิ้งไว้จนโต๊ะทำงานจนกาแฟเย็น (ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่า ชงกาแฟร้อนทำไม) เสร็จแล้วก็เริ่มทำงานโน้น งานนี้ งานนั้น นั่งทำงานเผลอแป๊บๆ ก็เที่ยงละ ต้องไปกินข้าวเที่ยง กินเสร็จกลับมา นั่งทำโน่นทำนี่ ทำนั่น เผลออีกแป๊บ สองทุ่มกว่า (โอ้ว!!! ม่ายเจรง ... ควรจะเผ่นจากที่ทำงานได้ละ)เสร็จแล้ว ก็ออกจากที่ทำงาน ขับรถกลับบ้าน ระหว่างที่ขับรถกลับบ้าน ก็นั่งคิดว่า วันนี้ ตรูทำไรไปบ้างฟระ ทำไมถึงรู้สึกว่า ทำงานตลอดเวลา แต่งานที่เสร็จเป็นรูปเป็นร่างไม่มีเลยสักชิ้นเดียว เซ็งเป็ด ... แล้วก็เลิกคิด เปลี่ยนใจไปเปิด ipod ฟังชิลๆ ขับรถกลับบ้านแบบพุ่งทะยานด้วยความเร็วแสง ถึงบ้านสามทุ่ม นั่งหายใจเฉยๆเลยสักพัก ก็ต้องไปอาบน้ำ อาบเสร็จ กลับมา ก็ต้องนอนอีกละ ได้เวลานอน เพราะถ้านอนดึก วันรุ่งขึ้นตื่นมา ก็จะเหนื่อยกว่าเดิม นี่ก็หมดไปหนึ่งวัน กิจวัตรประจำวัน ทำซ้ำๆเช่นนี้ไปห้าวัน (--") ชีวิตช่างน่าเบื่อเหลือใจ

เปรียบเทียบกะตอนไม่มีงานทำ ที่ใครบางคนอาจจะบอกว่าเป็นช่วงเวลาไร้สาระของบี แต่บีคิดว่าไม่ใช่ ช่วงที่บีไม่มีงานทำ บียังรู้ว่า วันๆนึง บีทำอะไรบ้างที่เป็นชิ้นเป็นอัน มีผลลัพธ์ชัดเจน วันนี้อ่านหนังสือจบไปกี่เรื่อง ดูหนังจบไปกี่แผ่น หรือ มีเวลาพารถไปอาบน้ำเข้าสปาฟรีที่พารากอน รถสะอาดใสปิ๊ง อยากนอนก็ได้นอน
เฮ้อ!!! วันวานยังหวานอยู่เจรงๆ คับ พี่น้องคับ

Thursday, August 28, 2008

A SonG

มองเห็นดวงดาวส่องอยู่เต็มฟ้า
ลมหนาวโชยมาจากที่แสนไกล
อยู่ไกลกันเหลือเกิน คิดถึงจะขาดใจ
ไม่รู้นานเท่าไรถึงจะพบกัน

ความเหงามักทำ ให้ต้องชอกช้ำ
ลมหนาวยิ่งทำให้ยิ่งร้าวราน
เคยใกล้ชิดอยู่ ทั้งรักทั้งผูกพันธ์
จากกันมานานจะเป็นยังไง

ป่านนี้เธอจะอยู่ไหน ป่านนี้จะเป็นอย่างไร
จะมีใครดูแลรึเปล่า
ป่านนี้คงจะนอนหนาว ป่านนี้คงจะเงียบเหงา
ฝากเดือนและดาวช่วยปลอบที

ตรงนี้มีคนที่ยังคอยหา
คอยหาทุกเวลาเมื่อเธอร้างไกล
ยังคอยและยังรู้สึก คิดถึงและห่วงใย
จะทำยังไง ให้เธอรับรู้

ป่านนี้เธอจะอยู่ไหน ป่านนี้จะเป็นอย่างไร
จะมีใครดูแลรึเปล่า
ป่านนี้คงจะนอนหนาว ป่านนี้คงจะเงียบเหงา
ฝากเดือนและดาวช่วยปลอบที

ป่านนี้เธอจะอยู่ไหน ป่านนี้จะเป็นอย่างไร
จะมีใครดูแลรึเปล่า
ป่านนี้คงจะนอนหนาว ป่านนี้คงจะเงียบเหงา
ฝากเดือนและดาว
"บอกว่าฉันยังห่วงเธอ"

จำได้ว่า รู้จักเพลงนี้ครั้งแรกเมื่อสิบกว่าปีก่อน (ฟังดูเหมือนยาวนาน) ซึ่งมันก็นานจริงๆ อิ อิ อิ เพลงนี้ได้ยินครั้งแรกเมื่อครั้งกู๋คิมไปอยู่นอกบ้านต่างเมือง ไปเรียน high school ที่สหรัฐอเมริกานั่นเอง (ฟังดู กู๋คิมนี่เป็นไฮโซนะเนี่ย จบไฮสกูลที่ต่างประเทศ และเพื่อความเป็นไฮโซของน้องธีร์ ส่งน้องธีร์ไปกัลกัตต้าดีกว่า ท่าจะเหมาะ) เอาละ กลับมาเรื่องเพลงต่อ ... สาเหตุที่จำได้เพราะว่า เป็นคนอัดเพลงนี้ร่วมกับเพลงอื่นๆที่ดังๆในช่วงนั้น ใส่เทปคาสเซทส่งให้กู๋คิม นั่นนับเป็นประสบการณ์ร่วมครั้งแรกที่มีกับเพลงนี้

เพลงนี้ฟังกี่ทีกี่ทีก็รู้สึกชอบ ที่ชอบนี่อาจจะเนื่องด้วยความหมาย มันจะมีความหมายอย่างลึกซึ้งก็ต่อเมื่อต้องอยู่ต่างบ้านต่างเมืองต่างภาษา ไปอยู่ที่ห่างไกลแต่เพียงลำพังผู้เดียว ฟังแล้วโคตรเศร้าเลย

สาเหตุที่มาระลึกถึงเพลงนี้อีกครั้ง ก็เป็นเพราะวันก่อนได้ดูรายการโทรทัศน์รายการหนึ่ง เค้าเอา ป๊อบ แคลอรี่ บลา บลา มาร้องเพลงนี้ให้ฟัง ฟังแล้วชอบเวอร์ชั่นที่แคลอรี่ บลา บลา ร้อง ก็เลยเอามาแบ่งปันให้ฟังกัน ณ ที่นี้ ก่อนจะฟัง แนะนำให้หลับตา ฟังแต่เสียงป๊อบแล้วเพลงนี้จะเพราะมากกกกก :P ... Enjoy คับ ...

Tuesday, August 12, 2008

หม่าม๊า, I love you

วันนี้วันแม่ มาอัพบล็อคซะหน่อย บอกรักกันผ่านเว็บไซต์เลยทีเดียว เขิน ไม่กล้าบอกกันตรงๆ อิ อิ อิ ... มี เซอร์ไพรส์ด้วย แต่ยังทำไม่เสร็จ ต้องไปนอนซะละ เดี๋ยวพรุ่งนี้ตื่นสาย ... เอาเป็นว่า ให้เวลากะของเซอร์ไพรส์หน่อยดีกว่า ไว้เรียบร้อยดีเมื่อไหร่ จะเอามาโชว์ ... แล้วเจอกันใหม่

... รักหม่าม๊าที่ซู๊ด ...

Update: เนื่องจากเวลาที่ใช้ในการทำ เซอร์ไพรส์ชุดนี้มีค่อนข้างน้อย ผลงานเลยออกมาไม่ค่อยน่าประทับใจเท่าไหร่ ... เอาไว้แก้ตัวคราวหน้านะแม่นะ ... รีบทำ รีบโพสต์ก่อนจะไม่มีเวลาทำ ... ก่อนจากกันวันนี้ อยากจะตะโกนบอกว่า

"I LOVE MY FAMILY" วู้ฮู !!!

Tuesday, July 22, 2008

หลวงพระบาง

จริงๆ กะจะเขียนเรื่องหลวงพระบางตั้งแต่เมื่อครั้งเพิ่งเดินทางกลับจากหลวงพระบางใหม่ๆ แต่ก็ไม่ได้เขียน จนมาถึงวันนี้ ก็ได้ฤกษ์งามยามดี ฝนตกปรอยๆ ได้บรรยากาศ ก็เลยมาเขียนถึงสักหน่อย

ก่อนหน้านี้ บีมีความรู้สึกอยากไปเมืองมรดกโลกหลวงพระบางมาตั้งนานแล้วแต่ไม่โอกาส เนื่องจากไม่มีเวลาบ้าง ไม่มีเงินบ้าง ไม่มีคนไปด้วยบ้าง จนในที่สุดโอกาสอันดีก็มาถึง แถมไปคราวนี้มีสปอนเซอร์เสียด้วย หุ หุ หุ เหตุเกิดเนื่องมาจากโฆษณาโปรแกรมทัวร์สวัสดีหลวงพระบางของบริษัทหนึ่งที่ส่งมาพร้อมกับใบเรียกเ็ก็บเงินของบัตรเซ็นทรัล หลังจากที่ชี้ชวนให้หม่าม๊าดูแล้วหม่าม๊ารู้สึกสนใจเลยโทรศัพท์ไปถาม ตอนแรกเค้าบอกมาว่า เด็กอย่างน้องธีร์ไปฟรี พวกเราก็เลยกระดี้กระด้า ดีใจ แต่พอเอาเข้าจริงๆ เด็กอย่างน้องธีร์ก็ต้องเสียเงิน มิได้ไปฟรีแต่อย่างใด บีก็เลยไปเสาะหาทัวร์ที่อื่นเพื่อดูราคาว่ามีที่ไหนบ้าง อยู่มาวันหนึ่งด้วยความบังเอิญ เห็นหนังสือ anywhere ของคิม ตั้งอยู่บนโต๊ะ เปิดไปเปิดมา ได้เบอร์ติดต่อของบริษัท Bangkok Airways จึงโทรศัพท์เข้าไปสอบถาม ทางบางกอกแอร์เวยส์ ก็โอนสายไปที่บริษัท ฟ้าไทย ซึ่งเหมือนจะเป็นบริษัททัวร์ที่เป็นบริษัทลูกของบางกอก แอร์เวยส์ ทางฟ้าไทยก็ได้ส่งรายละเอียดและราคามาซึ่งราคาก็จะแปรผันตามจำนวนคน 2 คนก็จะราคานึง 3-5 คนก็จะราคานึง 6คนขึ้นไปก็จะราคานึง หลังจากตรวจสอบราคาและคำนวนดูแล้วก็เห็นว่าถูกกว่าบริษัททัวร์แรกที่เราโทรไปถาม และที่สำคัญ เราสามารถระบุได้ว่า จะไปวันไหน จึงตัดสินใจว่า ไปอันนี้ละกัน ตอนแรก หม่าม๊ายังรู้สึกหวั่นใจว่า ถ้าเราไปกันคณะเล็กๆ เค้าจะเอารถคันเล็กๆ เรือคันเล็กๆมารับเราหรือเปล่า จะปลอดภัยหรือเปล่า ก็ได้มีการสอบถามไปที่บริษัททัวร์ เค้าก็ยืนยัน นั่งยัน นอนยันมาว่า ปลอดภัย ชัวร์ รับประกัน ด้วยความที่เห็นว่า เป็นของบางกอก แอร์เวยส์และเค้าก็น่าจะทำมานานแล้ว ก็โอเค ตกลงไป โดยคิดกันว่า ออกเดินทางวันพฤหัสที่ 10 กรกฎาคม และ กลับวันเสาร์ที่ 12 กรกฎาคม ท่าจะดี คนไม่น่าจะเยอะมากและที่สำคัญไม่ใช่วันหยุดแต่อย่างใด

ก่อนจะถึงวันเดินทาง ครอบครัวน้องธีร์ก็ได้มีการเตรียมตัวไปทำ passport ส่วนบีนั้น ได้เตรียมตัวเนิ่นกว่านั้นแล้ว เตรียมตั้งแต่ยังไม่รู้ว่าจะไปไหน แต่ทำ passport ให้พร้อมไว้เสมอ เดี๋ยวนี้การทำ passport ค่อนข้างเร็ว ถึงเร็วมาก บีไปทำแถวปิ่นเกล้า ใช้เวลาไม่เกิน 10 นาทีก็เสร็จละ ตอนวัดส่วนสูง เจ้าหน้าที่ ทำส่วนสูงบีหายไป 3-4 เซ็นติเมตรเลยทีเดียว เมื่อเทียบกะ passport เก่า ทำให้สงสัยอยู่ในใจว่า นี่ชั้นเตี้ยลงเหรอเนี่ย สำหรับค่าดำเนินการในการทำ passport นั้น เดี๋ยวนี้ ราคา 1,000 บาท ถ้าจะให้ส่ง passport ไปที่บ้าน เพิ่มอีก 35 บาทแต่ขอแนะนำให้เตรียมเงินไว้ให้พอดี เพราะเจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ เค้ายังดุ เหมือนเดิม ยกตัวอย่างดังนี้
เจ้าหน้าที่: ค่าจัดส่ง 35 บาท
บี: ยื่นแบงค์ ร้อย ไป
เจ้าหน้าที่: ไม่มีทอน
บี: ไม่มีเศษเหมือนกัน
เจ้าหน้าที่: ไม่รู้ ไปหาแลกมาละกัน
บี: แลกที่ไหนล่ะ
เจ้าหน้าที่: ไม่รู้ ไปหาแลกมา แง่ง ... (เจ้าหน้าที่ใช้หางเสียงที่ทำให้บีเกิดอุปาทานออกอาการหูแว่ว ได้ยินคำว่า "แง่ง" ตามมา)
ด้วยบริการที่ดียิ่งของเจ้าหน้าที่ บีก็วิ่งหาที่แลกเงิน โชคดีที่ด้านบนมีธนาคาร บีก็เดินเข้าไปในธนาคารแล้วบอกว่า ขอแลกเงินค่ะ เจ้าหน้าที่ข้างล่างเค้าไม่ทอน พนักงานธนาคารฟังแล้วก็ยิ้มๆ ทำให้เข้าใจได้ว่า อาจจะมีคนโดนอย่างนี้หลายคนแล้ว พนักงานธนาคารก็เลยแสดงความเข้าอกเข้าใจและแลกเงินให้อย่างดี พอแลกเสร็จก็เอาเงินไปชำระให้เสร็จสิ้น คือจริงๆ ถ้าเตรียมเงินพร้อมๆไป น่าจะดำเนินการทุกอย่างเสร็จภายใน 15 นาที

และแล้ววันเดินทางก็มาถึง ครอบครัวน้องธีร์รีบมาที่บ้านสายสี่กันแต่เช้า เนื่องจากกลัวว่า จะกลายเป็นจุดอ่อนให้โดนกำจัดกันตั้งแต่ยังไม่ไป ดังนั้น วันที่ออกเดินทางคนที่ช้าที่สุดก็คือ บี โชคยังดีที่ไม่ได้ช้ามากจนกลายเป็นจุดอ่อน ... อิ อิ อิ

ไปถึงสนามบิน ก็คิดกันว่า ควรจะหาอะไรใส่ท้องไว้ก่อน เผื่ออาหารบนเครื่องบินใบพัดไม่ถูกปาก เราจะได้ไม่อดตาย คิดแล้วก็เลือกเอาเบอร์เกอร์คิงส์เป็นแหล่งเสบียง จากประสบการณ์ที่ผ่านมา รู้แต่ว่า เบอร์เกอร์คิงส์มีอยู่ฝั่งเดียว และฝั่งที่มันอยู่ ดันเป็นฝั่งตรงข้ามกะที่เราจะขึ้นเครื่อง แต่ด้วยความขยันขันแข็ง ก็เดินไปกัน เดินไปกิน กินเสร็จ เดินกลับไปอีกฝั่งหนึ่ง ก็เห็นว่า ทางที่เราจะไปขึ้นเครื่องนั้นก็มีเบอร์เกอร์คิงส์ ธ่อ อุตส่าห์เดินไปตั้งไกล จากประสบการณ์ครั้งนี้ ทำให้เรารู้ว่า เดี๋ยวนี้ เบอร์เกอร์คิงส์นั้น มีทั้งสองฝั่งแล้วนะเออ เป็นเพราะว่า เราใช้เวลาเดินกันเยอะไปหน่อย ทำให้เวลาที่เหลือในการช็อปปิ้งนั้น เหลือน้อยเต็มที เราไปถึงที่ ประตูกันตรงเวลามาก ตรงซะจนคิดว่า จะไปถึงเป็นกลุ่มสุดท้ายซะแล้ว แหะ แหะ แหะ ไปถึงก็ไปเข้าห้องน้ำกันให้เรียบร้อยก่อน ก่อนจะเดินไปยื่นตั๋วโดยสารให้พนักงานดู จากนั้นก็ลงบันไดเลื่อน เพื่อไปยืนคอยบนรถ คอยและคอย และคอย คอยคนสองคนที่คงจะช็อปปิ้งจนเพลิน เพลินเสียจนทำให้คนอื่นๆที่เหลือต้องรอซะนาน รอจนในที่สุด รถก็ยอมวิ่งไปที่เครื่องบินให้เราขึ้นเสียที เครื่องบินที่เราจะขึ้นนั้น เป็นเครื่องบินใบพัด ลำไม่ใหญ่มาก เล็กกะทัดรัด เหมาะกะสนามบินหลวงพระบางนัก เพราะว่า สนามบินหลวงพระบางนั้นไม่ใหญ่ ถ้าเอาลำใหญ่ๆไปคงลำบาก

น้องธีร์นั้นพอได้ขึ้นเครื่อง นั่งเล่นอยู่สักพักก็หลับไป ไปตื่นเอาอีกทีโดยการปลุกตอนเครื่องบินจอดแล้ว ตอนอยู่บนเครื่องก็มีการกรอกเอกสารขาเข้าเมืองหลวงพระบาง พยายามอ่านภาษาลาว บางคำก็อ่านออก บางคำก็อ่านไม่ออก ต้องอาศัยภาษาอังกฤษ sub title ด้านล่าง ถึงจะพอกรอกได้ นี่คือบรรยากาศเมืองหลวงพระบางที่ได้เห็นจากบนเครื่องบินพอถึงสนามบินหลวงพระบาง เราก็เดินลงจากเครื่องบินเพื่อเข้าไปที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองเล็กๆน่ารักของหลวงพระบาง ยื่นเอกสารให้เจ้าหน้าที่และไปยืนรอกระเป๋า ซึ่งสนามบิน เห็นมีสายพานอยู่อันเดียว ระหว่างรอ น้องธีร์ก็กินฟรายเหี่ยวๆของเบอร์เกอร์คิงส์ ซึ่งตอนแรก บีกะจะทิ้งแล้ว นึกว่าคงไม่มีใครกิน ที่ไหนได้ สมธีร์ ยังคงกินได้อย่างเอร็ดอร่อย รอไม่นานนัก เราก็ได้กระเป๋ากันครบ เดินออกไปก็มีคนมารอรับ ยืนชูป้ายชื่อ ป๊า หรา ให้เรามั่นใจว่ามีคนมารอรับเรา การเดินทางครั้งนี้ เป็นคณะทัวร์เล็ก ผู้ใหญ่ 5 เด็ก 1เป็นคณะทัวร์แบบกันเองมากๆ พร้อมจะออกเดินทางเมื่อไหร่ก็ทำได้ตามที่ชาวคณะเราจะพร้อม จะกินข้าวกินโมงก็เลือกได้ รู้สึกดีและสะดวกสบายเป็นอย่างมาก

ระยะเวลาที่อยู่ในหลวงพระบางสามวันนั้น จะว่าไป ก็ไม่ได้สัมผัสกะชาวหลวงพระบางอย่างเต็มที่ เลยไม่สามารถบอกได้ว่า ชาวหลวงพระบางนั้นน่ารักเหมือนที่เขียนพร่ำพรรณนาไว้ในหนังสือหลายเล่มหรือเปล่า รู้แต่ว่า เมืองหลวงพระบางเป็นเืมืองเล็กๆ ไม่วุ่นวาย ไม่พลุกพล่าน บรรยากาศโดยรวม ถูก freeze ให้คงบรรยากาศไว้เช่นนั้นด้วยความที่เป็นมรดก อาหารที่หลวงพระบางก็รสชาติไม่เลวนัก ภาษาลาวเป็นภาษาที่น่ารักและมีเสน่ห์อยู่ในตัวเมื่อดูในความหมายของคำไทย ยกตัวอย่างเช่น

ไฟจราจร ไฟแดง ภาษาลาว จะเรียกว่า ไฟอำนาจ (เห็นมะ มันก็เป็นไฟที่มีอำนาจจริงๆ สามารถบอกให้รถหยุดได้) ไฟเหลือง ภาษาลาวจะเรียกว่า ไฟลังเล (อันนี้ก็จริง เพราะพอเป็นไฟเหลือง คนจะลังเลว่าจะเหยียบมิดๆ หรือว่าจะจอดดี) ส่วนไฟเขียวจะเรียกว่า ไฟอิสระ สี่แยกหนึ่งแถวตลาดมืด ชาวหลวงพระบางเรียกว่า สี่แยก วัดใจ เนื่องจากตรงนี้ไม่มีไฟจราจร ก็ต้องวัดใจกันว่า ใครจะหยุด หรือ ใครจะไป สระน้ำแห่งนึงที่เคยมีน้ำ ปัจจุบันน้ำแห้งไปแล้วและมีรูปพระแม่ธรณีอยู่ มีชื่อว่าอะไรจำไม่ได้แล้ว แต่จำได้ว่า พอได้ยินชื่อ ชอบมาก เพราะความหมายประมาณว่า ให้ิจินตนาการเอาเองว่าตรงนี้เคยมีน้ำ

สรุปแล้วโดยรวมการไปหลวงพระบางครั้งนี้ก็สนุกสนานดี บรรยากาศก็ดี ดังจะเห็นได้จากรูปข้างล่าง
ข้างล่างนี้เป็นบรรยากาศภายในโรงแรม The Grand Luang Prabang ซึ่งในอดีตเคยเป็นวังเก่า ในวงเล็บ แค่ตึกๆเดียวที่เป็นวังเก่า ส่วนที่เป็นที่พักของโรงแรมนั้นคือส่วนที่สร้างขึ้นมาใหม่ส่วนรูปข้างล่างนี้เป็นบรรยากาศของตลาดมืดของชาวหลวงพระบางเอาล่ะ ในเมื่อมีสิ่งดีแล้ว สิ่งไม่ดีย่อมมี เป็นของคู่กันตามธรรมดาโลก ในความคิดเห็นส่วนตั้ว ส่วนตัว สิ่งที่ไม่ดีที่สุด และไม่ชอบถูกสุดของหลวงพระบางก็คือ มดเยอะมากไปหน่อย แถมไม่ได้มาเดินเล่นให้เห็นกันแค่ตัวสองตัว มากันทีเป็นฝูง เป็นเหตุให้เกิดอาการขนลุกได้ตลอดเวลา ... ทุกที่ ทุกแห่ง ทุกสถานที่ได้ไปเยี่ยมเยือน เป็นต้องเจอมด มด มด ... ง่ะ ... น่ากลัวชะมัด